$ พระอนาคามี $ ตามนัย หลวงตาเฟื่อง (ที่ชาวพุทธควรรู้)


... ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากให้รู้เรื่อง "พระอนาคามี" ตามนัยที่คุณ F และหลวงตาเฟื่องเข้าใจ จากกระทู้ข้างล่าง ชื่อ ... ของคุณโชติ ฯ




อาคามี ....มาเกิดอีก / อนาคามี ไม่มาเกิดอีก / อรหันต์.... ไม่มีกิเลส ????

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K2738826/K2738826.html


จากคุณ : ขุนแผน (ควรศึกษา) - [ 1 เม.ย. 47 12:06:17 A:202.133.165.233 X: ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1


... พิจารณาดูข้อที่ 2 และ 3 ให้ดีนะครับทุกท่าน จะทำให้ทราบว่า ภายในใจของหลวงตา มีอะไรอยู่ !



___________________________________________

ความคิดเห็นที่ 7

พระสกะทาคามี ละสังโยชน์(สิ่งผูกพัน)เบื้องตําไม่ได้ทั้งหมด ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกไม่ได้ และสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องมีภพยังไม่ได้.(สังโยชน์เบื้องตํา ๕ คือ สักกายทิฏฐิ(สำคัญว่าตน) วิจิกิจฉา(ลังเลสงสัย) สีลัพพัตตปรามาส) ยึดถือศีลและพรตอันขาดเหตุผล). กามฉันทะ(พอใจในกาม) พยาบาท(ปองร้าย).


๑ พระสกะทาคามีคือพระโสดาบันผู้มีกิเลสเบาบาง แต่ยังละกามฉันทะยังไม่ได้ และละพยาบาทยังไม่ได้. นี้คือผู้ที่กลับมาเกิดอีก หมายถึงจิตของเขายังกลับมามั่วสุมอยู่กับกาม และพยาบาท. (สกะทาคามีโดยย่อ)

๒ พระอนาคามีคือผู้ที่ละกามฉันทะได้แล้ว ละพยาบาทได้แล้ว แต่พวกหนึ่งยังยังละตัวเหตุให้เกิดอีกไม่ได้ ละตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกยังไม่ได้ (พวกนี้คือพวกอนาคามีที่มีกระแสในเบื้อบนไปสู่อกนิฏฐภพ(คือพรหมชั้นสูงสุดในพรหม ๑๖ ชั้น). (อนาคามีที่ยังกลับมาเกิดอีกและยังมีภพอีก โดยย่อ).

๓ พระอนาคามี พวกจะปรินิพพานในระหว่างนี้ เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องตํา ๕ ได้ด้วย ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกได้ด้วย ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องมีภพได้ด้วย. (อนาคามี ผู้ที่จะเข้าสู่พระอรหันต์ โดยย่อ).

๔ พระอรหันต์ขีณาสพ เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องตําทั้งหลายได้ด้วย ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกได้ด้วย ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องมีภพได้อีกด้วย. (พระอรหันต์ไม่มีกิเลส โดยย่อ).


มัวไปพูดเรื่องข้ามภพ ข้าชาติอยู่ พูดกันอีกกี่พันปีจะรู้เรื่อง ผลที่สุด พระพุทธศาสนาก็เป็นหมันในส่วนที่สำคัญยิ่ง.


สิ่งผูกพันที่เป็นตัวเหตุให้เกิดอีก ให้มีภพอีก เอาไว้กล่าวในโอกาสต่อไป.


สาธุ ! ท่านที่เจริญในธรรทั้งหลาย.


จากคุณ : หลวงตาเฟื่อง (หลวงตาเฟื่อง)



จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 12:09:40 A:202.133.165.233 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2


... ดูความเห็นที่ 9 ด้วยครับ


__________________________________________-
ความคิดเห็นที่ 9

ตอบง่ายๆคือ อาคามีคือผู้กลับมาเกิดอีก หมายความว่า กายหลีกออกจากกาม จิตหลีกออกจากาม แต่จิตกลับมากำเริบอีก คือใจยังยังระคนอยู่ด้วยความพอใจ มีความเยื่อใย ความเมาหมก ความกระหาย ความรุ่มร้อน ในวัตถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส.

แม้บุคคลคนนั้นจะคั้งความเพียรอย่างแรงกล้า ถ้ายังไม่รู้จักกาม รสอร่อย โทษ อุบายออกพ้นไปได้จากกามแล้ว เป็นเรื่อยาก เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทรนั่นแหละ. (อย่างนี้ เรียกว่ากามโยคะ).

ภวโยคะคือ ผู้ประประกอบอยู่ด้วยภพ ภพมี ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ผู้ติดอยู่ในกามภพ เรียกว่ากลับมาเกิดอีก ผู้ติดอยู่ในรูปภพ อรูปภพ เรียกว่า ผู้มีภพอีก. การติดอยู่ในภพนั่นแหละคือ เหตุต้องให้เกิด เหตุต้องให้มีภพอีก. (รายละเอียดเอาเอง ในเวบหลวงตาก็มี).


จากคุณ : หลวงตาเฟื่อง (หลวงตาเฟื่อง)


จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 12:10:36 A:202.133.165.233 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3


... พุทธพจน์


___________________________________________

*** อานิสงส์ ๗ ประการ แห่งการเจริญอานาปานสติตามปกติ ***

... ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่หวังได้. ผลอานิสงส์ ๗ ประการเป็นอย่างไรเล่า? ผลอานิสงส์ ๗ ประการคือ :-

... ๑. การบรรลุอรหัตผลทันที ในทิฏฐธรรมนี้.
... ๒. ถ้าไม่เช่นนั้น ย่อมบรรลุอรหัตผล ในกาลแห่งมรณะ.
... ๓. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะความสิ้นโอรัมภาคิยสัญโยชน์ ๕ ย่อมเป็นอันตราปรินิพพายี
--- (ผู้ปรินิพพานในระว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง).
... ๔. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะความสิ้นโอรัมภาคิยสัญโยชน์ ๕ ย่อมเป็นอุปปหัจจปรินิพพายี
--- (ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้วจวนจนถึงที่สุด).
... ๕. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะความสิ้นโอรัมภาคิยสัญโยชน์ ๕ ย่อมเป็นอสังขารปรินิพพายี
--- (ผู้ปรินิพพานด้วยไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง).
... ๖. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะความสิ้นโอรัมภาคิยสัญโยชน์ ๕ ย่อมเป็นสสังขารปรินิพพายี
--- (ผู้ปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง).
... ๗. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะความสิ้นโอรัมภาคิยสัญโยชน์ ๕ ย่อมเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
--- (ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปถึงอกนิฏฐภพ(พรหมชั้นสูงสุด)ใน ๑๖ ชั้น).




จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 12:15:28 A:202.133.165.233 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4




... อันนี้ไม่เกี่ยวกับกระทู้โดยตรง แต่เป็นของแถมครับ สำหรับผู้เข้ามาชมกระทู้นี้




__________________ พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 __________________


......................................... ๑๒. ทิฏฐิสูตร ........................................



... [๒๒๗] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอันทิฐิ ๒ อย่างพัวพันแล้ว บางพวกย่อมติดอยู่ บางพวกย่อมแล่นเลยไป ส่วนพวกที่มีจักษุย่อมเห็น ฯ

... ๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมติดอยู่อย่างไรเล่า ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายมีภพเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในภพ เพลิดเพลินด้วยดีในภพ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับภพ จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ดำรงอยู่ด้วยดี ย่อมไม่น้อมไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมติดอยู่อย่างนี้ ฯ


... ๒) ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมแล่นเลยไปอย่างไรเล่า ก็เทวดาและมนุษย์บางพวกอึดอัด ระอา เกลียดชังอยู่ด้วยภพนั่นแล ย่อมเพลิดเพลินความขาดสูญว่า แน่ะท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อใด ตนนี้ เมื่อตายไป ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เบื้องแต่ตายย่อมไม่เกิดอีก (ยโต กิร โภ อยํ อตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณา) นี้ละเอียด นี้ประณีต นี้ถ่องแท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมแล่นเลยไป อย่างนี้แล ฯ


... ๓) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนพวกที่มีจักษุย่อมเห็นอย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วโดยความเป็น (ขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว) จริง ครั้นเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วโดยความเป็นจริง ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนพวกที่มีจักษุย่อมเห็น อย่างนี้แล ฯ


... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น
... พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

อริยสาวกใดเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว และธรรมเป็นเครื่อง
ก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้วโดยความเป็นจริง ย่อมน้อมไป
ในนิพพานตามความเป็นจริง เพราะภวตัณหาหมดสิ้นไป
ถ้าว่าอริยสาวกนั้นกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ที่เกิดแล้ว ปราศจากตัณหา
ในภพน้อยและภพใหญ่แล้วไซร้ ภิกษุทั้งหลายย่อมไม่มาสู่
ภพใหม่ เพราะความไม่เกิดแห่งอัตภาพที่เกิดแล้ว ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น

*-* ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล ฯ





... ป.ล. ข้อที่ ๒ นี้ หลวงตา, คุณ F, เสี่ยชูวิทย์ ใช่เลย ๆ ๆ




จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 13:23:28 A:202.133.183.3 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ผมเห็นว่า หลวงตาแปล พระสูตรคุณขุนแผนที่คุณขุนแผนยกมา ได้เข้าท่าที่สุดแล้วครับ

ครูบาอาจารย์ผมยังบอกเลย อานิสงส์สติปัฏฐาน 4 ตามตำรา คือ อย่างน้อยพระอนาคามี อย่างมาก พระอรหันต์
อันนั้นเป็นตำรา
ของจริง นั้น อย่างเร็ว 1-7 วัน อย่างกลาง 3 เดือนถึง 1 ปี อย่างนาน 3-7 ปี
จะเอาจากตำรา หรือ เอาจากของจริงหล่ะครับ

จริงๆ ประเพณีไทยนั้น ฉลาดแล้วที่ให้บวชก่อนเบียด
การบวช นั้นถ้าจะให้ดีอย่างน้อย ก็คือ 3 เดือน
นี่แหล่ะครับ ถ้าครูบาอาจารย์เก่งจริง ก็ทำให้บรรลุอรหันต์ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็เป็นพระโสดาบันก็ได้
ออกมาพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญ

แต่พอมาในปัจจุบันครูบาอาจารย์ดังกล่าวลดน้อยลง
จึงทำให้เห็นว่าเป็นประเพณีเฉยๆ ทำไปพอเป็นพิธี
ไม่ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นเรื่องของชาติหน้าไปอีกนานแสนนาน
เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว จะมีประเพณีไปทำไมครับ หรือ เอาไว้บวชเก็บเงินจากญาติโยม
แล้วเมืองไทยจะเจริญด้วยพุทธศาสนาได้อย่างไร

ลองพิจารณาดูให้ดีก็แล้วกันครับ


จากคุณ : มัชฌิม - [ 1 เม.ย. 47 13:52:31 A:203.159.0.10 X:203.159.13.126 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6


................................ พระไตรปิฎก เล่มที่ 21 .........................
................................. ปุคคลวรรคที่ ๔ ...............................



... [๑๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน ?

... ๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ

... ๒) อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ

... ๓) อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ

... ๔) อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้ ฯ



... 1. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจำพวกไหน ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ คือ "พระสกทาคามี"
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ

... 2. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลจำพวกไหน ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระอนาคามีผู้มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้ ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ

... 3. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลจำพวกไหน ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ คือ พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้ ฯ

... 4. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลจำพวกไหน ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้ คือ "พระอรหันตขีณาสพ"
... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้ ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้



... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่
ในโลก ฯ





จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 14:08:53 A:202.133.183.3 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

................................. พระไตรปิฎก เล่มที่ 25
....................................... ๖. มานสูตร



... [๑๘๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้รับรองเธอทั้งหลาย เพื่อความเป็นพระอนาคามี ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่ง คือ "มานะ" ได้ เราเป็นผู้รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ฯ


... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

ชนผู้เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ชัดด้วยดีซึ่งมานะอันเป็นเหตุให้
สัตว์ผู้ถือตัวไปสู่ทุคติ แล้วละได้ ครั้นละได้แล้ว ย่อมไม่
มาสู่โลกนี้อีกในกาลไหนๆ ฯ


เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล ฯ




จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 14:22:33 A:202.133.183.3 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8




*** อรรถกถา มานสูตร กล่าวไว้ว่า


… ในท่านผู้บรรลุอนาคามิผลนั้นได้เป็นพระอนาคามี ๕ ด้วยอำนาจภพที่เกิด คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฺฐา.

… บรรดาพระอนาคามี ๕ เหล่านั้น ท่านที่เกิดในชั้นอวิหา ชื่อว่า “อวิหา”. ท่านเหล่านั้นมี ๕ คือ

... ๑. อนฺตราปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง)
... ๒. อุปหจฺจปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพันกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด)
... ๓) อสํขารปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง)
... ๔. สสํขารปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานด้วยต้อใช้ความเพียรเรี่ยวแรง)
... ๕. อุทฺธํโสโตอกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ)



… ท่านที่ชื่ออัตปปา สุทัสสา สุทัสสี ก็เหมือนอย่างนั้น แต่ท่านผู้เป็น อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ย่อมสิ้นสุดในชั้นอกนิฏฐา.


*-* บรรดาพระอนาคามี ๕ เหล่านั้น
… ท่านผู้เกิดในชั้นวิหาเป็นต้นแล้ว ปรินิพพานด้วยการดับกิเลสเพื่อบรรลุพระอรหัต ไม่เกินกึ่งอายุ ชื่อว่า อนุตราปรินิพฺพายี.
… ท่านผู้ปรินิพพานพ้นกึ่งอายุ คือ ๕๐๐ กัป เป็นเกณฑ์เริ่มต้นในชั้นอวิหาเป็นต้น ชื่อว่า อุปหจฺจปรินิพพายี.
… ท่านผู้ปรินิพพานด้วยการดับกิเลสโดยลำบากน้อยไม่ต้องทำความเพียรนัก ชื่อว่า อสํขารปรินิพฺพายี.
… ท่านผู้ปรินิพพาน ด้วยความยากลำบากต้องทำความ. เพียรแรงกล้า ชื่อว่า สสํขารปรินิพฺพายี.
… ส่วนท่านที่ชื่อว่า อุทฺธํโสโต เพราะมีกระแสคือตัณหา และกระแสคือมรรคในเบื้องบนโดยถือเบื้องบนในชั้นวิหาเป็นต้น.

… ชื่อว่า อกนิฏฺฐคามี เพราะไม่อาจเกิดในชั้นอวิหาเป็นต้น แล้วบรรลุพระอรหัตได้ จึงดำรงอยู่ในชั้นนั้นชั่วอายุแล้ว จึงไปสู่ชั้นอกนิฏฐาด้วยการถือเอาปฏิสนธิ.

ก็ในสูตรนี้พึงทราบ อกนิฏฐคามี ๔ หมวดคือ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไม่ไปสู่อกนิฏฐภพ) น อุทฺธํ โสโต อกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้ไม่มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) น อุทฺธํ โสโต น อกนิฏฺฐคามี (ผู้ไม่มีทั้งกระแสเบื้องบน ทั้งไม่ไปสู่อกนิฏฐภพ)



จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 14:37:26 A:202.133.183.3 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9


... ต่อจากความเห็นข้างบน


*-* ถามว่า อย่างไร.

*-* ตอบว่า
... ผู้ที่ชำระเทวโลก ๔ ตั้งแต่ชั้นอวิหาแล้วไปสู่ชั้นอกนิฏฐาจึงปรินิพพาน ชื่อ "อุทฺธํ โสโต อกนิฏฺฐคามี".
... ท่านผู้ชำระเทวโลก ๓ แล้วดำรงอยู่ในเทวโลกชั้นสุทัสสี จึงปรินิพพาน ชื่อว่า "อุทธํ โสโต น อกนิฏฺฐคามี"
... ท่านผู้ไปสู่อกนิฏฐภพต่อจากนี้นั่นแลชื่อว่า "น อุทฺธํ โสโต อกนิฏฺฐคามี".
… ส่วนผู้ที่ดำรงอยู่ในเทวโลก ๔ ชั้นต่ำ แล้วปรินิพพานที่ชั้นนั้น ๆ ชื่อว่า "น อุทฺธํ โสโต น อกนิฏฺฐคามี".



*-* บรรดาพระอนาคามีเหล่านั้น *-*

...พระอนาคามี ๓ จำพวกคือท่านผู้เกิดในชั้นอวิหา แล้วปรินิพพานต่ำกว่า ๑๐๐ กัป ๑
... ท่านผู้ปรินิพพานในที่สุด ๒๐๐ กัป ๑
... ท่านผู้ปรินิพพาพในเมื่อยังไม่ถึง ๕๐๐ กัป ๑
... ชื่อว่าอันตราปรินิพพายี.


*-* สมดังที่ท่านกล่าวว่า อุปฺปนฺนํ วา สมนนฺตรา อปฺปตฺตํ วา เวมชฺฌํ เกิดขึ้นแล้วในระหว่างหรือว่ายังไม่บรรลุในท่ามกลาง ดังนี้. จริงอยู่ ท่านสงเคราะห์แม้มรรคที่บรรลุแล้วด้วย วา ศัพท์.

… พระอนาคามีผู้เป็นอันตรายปรินิพพายี ๓ จำพวกอย่างนี้ เป็นอุปหัจจปรินิพพายี พวก ๑ เป็นอุทธังโสโต พวก ๑.
... ในท่านเหล่านั้น ท่านที่เป็นอสังขารปรินิพพายี ๕ เป็นสสังขารปรินิพพายี ๕ รวมเป็น ๑๐. อนึ่ง สุทธาวาส ๔ คือ ในชั้นอตัปปา สุทัสสา สุทัสสี มีอย่างละ ๑๐ หมวดรวมเป็น ๔๐. เพราะไม่มีกระแสในเบื้องบนในชั้นอกนิฏฐา จึงเป็นอันตราปรินิพพายี ๓ เป็นอุปหัจจปรินิพพายี ๑ เป็นอสังขารปรินิพพายี เป็นสสังขารปรินิพพายี ๔ รวมเป็น ๘ จึงเป็นพระอนาคามี ๔๘ เหล่านี้ด้วยประการฉะนี้. พึงเห็นว่าในพระสูตรนี้ท่านถือเอาพระอนาคามีทั้งหมดเหล่านั้น ด้วยคำอันไม่ต่างกัน.


....................... จบอรรถ กถามานสูตรที่ ๖ ...................






จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 14:45:08 A:202.133.183.3 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10



... จากหลักฐานทั้งในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา แสดงไว้ชัดเจนว่า "พระอนาคามีที่เป็นคน ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ หากตายไป ก็ไปทำมรรค ผล นิพพาน ต่อในเมืองสวรรค์ (พรหมโลก)


... แต่ในกระทู้เก่าโน้น คุณชูวิทย์เป็นคนกล่าว และคุณโชติ (เซน ไม่จ่าย) เป็นอนุโมทนาสาธุการ รับรองไว้ว่า

__________________________________________
....ใครที่ยังเห็นว่า ต้องไปทำกิจคือเพื่อความดันทุกข์ ในเมืองผีต่อ จนกว่าจะสำเร็จนั้น

.....ควรจัดเป็นทิฏฐิประเภทไหน เป็นสาวกของใคร
ใน หรือนอกพระธรรมวินัยนี้..ก็คิดกันเอาเอง
__________________________________________



... กระทู้นี้ "ทิฏฐิวิบัติ VS ทิฏฐิสมบัติ" ความเห็นที่ 3 และ 11

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K2709196/K2709196.html






จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 14:54:41 A:202.133.183.3 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ผลการค้นหา
อนาคามิผล ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ คือ กามราคะ และปฏิฆะด้วยอนาคามิมรรค อันทำให้เป็นพระอนาคามี


อนาคามิมรรค ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผลคือความเป็นพระอนาคามี,ญาณคือความรู้เป็นเหตุละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้
ทั้ง ๕ (คือ ละได้เด็ดขาดอีก ๒ อย่าง ได้แก่ กามราคะ และปฏิฆะ เพิ่มจาก ๓อย่างที่พระโสดาบันละได้แล้ว)


อนาคามี พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุอนาคามิผลมี ๕ ประเภท คือ ๑. อันตราปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยัง
ไม่ถึงกึ่ง (หมายถึงโดยกิเลสปรินิพพาน) ๒. อุปหัจจปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานเมื่อจวนจะถึงสิ้นอายุ๓. อสังขารปรินิพ-
พายี ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก ๔. สสังขารปรินิพพายีผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ๕. อุท-
ธังโสโต อกนิฏฐคามี ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ


จากคุณ : นะยะ - [ 1 เม.ย. 47 16:33:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

กระทู้ 2738826.......
อ้างอิติวุตตก ๒๕/๓๐๓ ...พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ๕๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ผู้ประกอบด้วยกามโยคะ ประกอบด้วยภวโยคะ ย่อมเป็น "อาคามี" มาสู่ความเป็นอย่างนี้

ผู้ไม่ประกอบด้วยกามโยคะ แต่ยังประกอบด้วยภวโยคะ ย่อมเป็น "อนาคามี" ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้

ผู้ไม่ประกอบด้วยกามโยคะ ไม่ประกอบด้วยภวโยคะ ย่อมเป็นพระอรหันต์ ผู้สิ้นอาสวะ
(อิติวุตตก ๒๕/๓๐๓ ...พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ๕๑)

ถาม สภาวะธรรม หรือ องค์ธรรม ดังนี้
(๑) อาคามี ต่างกับ อนาคามี ตรง กามโยคะ
กามโยคะ คืออะไร? หรือ สังโยชน์ข้อไหน?
(๒) อนาคามี ต่างกับพระอรหันต์ ตรง ภวโยคะ
ภวโยคะ คืออะไร หรือ สังโยชน์ข้อไหน?

เชิญ

หมายเหตุ
ไม่ได้ถามเรื่อง ....หลังจากตายเข้าโลงนะ

อ่านดีดี อีกที

แล้ว ชี้หน่อยว่าตรงไหน........... ที่ตรงกับที่เสนอว่า ...ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากให้รู้เรื่อง "พระอนาคามี" ตามนัยที่คุณ F และหลวงตาเฟื่องเข้าใจ จากกระทู้ข้างล่าง ชื่อ ... ของคุณโชติ ฯ

กระทู้นั้น ถาม
สภาวะธรรม หรือ องค์ธรรม
และ ไม่ได้ใช้คำว่า พระอนาคามี ใช้คำว่า อนาคามีเฉยๆ
อ้าง ...พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ๕๑

จะอ้าง ...ก็ให้ถูกฝาถูกตัว นะครับ

..........................................................................
แล้วที่เสนอว่า
..."พระอนาคามีที่เป็นคน ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ หากตายไป ก็ไปทำมรรค ผล นิพพาน ต่อในเมืองสวรรค์ (พรหมโลก)
-----------------------------------------------------------

อ้าง
พระไตรปิฎกฉบับประชาชนหน้า ๖๘๒

บัญญัติบุคคล แจกเป็นประเภทที่มีจำนวน ๑ ประเภทที่มีจำนวน ๒ จนถึงประเภทที่มีจำนวน ๑๐
ความสำคัญของเรื่อง อยู่ที่คำอธิบายบุคคลทุกประเภทโดยคุณธรรม ต่อไปนี้จะแสดง ฯลฯ ....ดูเองเด้อ

ดังนั้น ที่เสนอแแบบที่เสนอ 10 ...... จากหลักฐานทั้งในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา แสดงไว้ชัดเจนว่า "พระอนาคามีที่เป็นคน ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ หากตายไป ก็ไปทำมรรค ผล นิพพาน ต่อในเมืองสวรรค์ (พรหมโลก)


เมื่อบุคคล = ภาษาคน
ธาตุ6 อายตนะ ขันธ์ทั้งห้า ...ของสังขารธรรม = ภาษาธรรม

คำที่ใช้ว่า "พระอนาคามีที่เป็นคน" = "อัตตา ของ ธาตุ6 อายตนะ ขันธ์ทั้งห้า ของสังขารธรรมนั่นหรือ"?????
ที่ไป เกิดเป็นพรหม (พุทธ) อะไรนั่น????

หมายเหตุ
(๑) ประโยชน์ของพระอภิธรรมปิฎก จึง มี
เพราะ เอาไว้ ???? กับ มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ

(๒) ถามท่านอื่น ดีกว่า

"อาคามี" ไปเกิด ที่ "ชั้น สุทธาวาส หรือ" ????
....ตำราว่าไง ???


จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b) - [ 1 เม.ย. 47 16:43:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13




********** อรรถกถาสังโยชนสูตร (คห. 6 กระทู้นี้) **********


*-* พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-


… บุคคลบางคนได้อุปบัติได้ภพ ในระหว่างด้วยสังโยชน์เหล่าใด สังโยชน์เหล่านั้น ชื่อว่า เป็นปัจจัยให้ได้อุปบัติ.

… บทว่า ภวปฏิลาภิยานิ ได้แก่ เป็นปัจจัยแก่การได้อุปบัติภพ.

… บทว่า สกทาคามิสฺส นี้ ท่านถือโดยส่วนสูงสุดในพระอริยะทั้งหลาย ที่ยังละสังโยชน์ไม่ได้ ก็เพราะเหตุนี้ อันตราอุปบัติ (การเกิดในระหว่าง) ของพระอริยบุคคลผู้เป็นอันตราปรินิพพายีไม่มี แต่ท่านเข้าฌานใดในที่นั้น ฌานนั้นนับว่าเป็นปัจจัยแก่อุปบัติภพ เพราะฌานเป็นฝ่ายกุศลธรรม ฉะนั้น จึงตรัสสำหรับพระอริยบุคคลผู้เป็นอันตราปรินิพพายีนั้นว่า ละอุปบัติปฏิลาภิยสังโยชน์ได้ (สังโยชน์ที่เป็นเหตุให้มีความเกิด) แต่ละภวปฎิลาภิยสังโยชน์ (สังโยชน์ที่เป็นเหตุให้มีภพ) ไม่ได้. หมายถึง สังโยชน์ส่วนที่ยังละไม่ได้ในโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งหลาย จึงตรัสว่า ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ดังนี้ โดยความไม่ต่างกันแห่งสกทาคามีบุคคล. บทที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๑



จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 17:35:49 A:202.133.163.72 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

http://larndham.net/cgi-bin/stshow.pl?book=19&lstart=5266&lend=5281



............................... วิตถารสูตรที่ ๑ ..............................

........................ ความเป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ ..............


... [๘๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล.


... [๘๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นพระอรหันต์ เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้เต็มบริบูรณ์
... เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอรหันต์
... เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
... เป็นพระอนาคามีผู้มีอสังขารปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
... เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
... เป็นอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี

... เป็นพระสกทาคามี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี

... เป็นพระโสดาบัน เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระสกทาคามี
... เป็นพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบัน
... เป็นพระโสดาบันผู้สัทธานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี.




จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 17:48:50 A:202.133.163.72 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

....ฝากพระสูตรนี้ ใหัคุณขุนแผนนำไปศึกษาก็แล้วกัน

ทิฏฐิ ๑๐ อย่าง
[๒๔๕] วัจฉโคตตปริพาชก นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มี
พระภาคว่า ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้
หรือ?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ?
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า โลกมีที่สุด สิ่งนี้เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ?
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น
สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ?
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง
สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ?
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่
สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ?
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ไม่
มีอยู่ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ?
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่
ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ?
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่
ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ?
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น.



จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 19:37:15 A:203.113.50.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

๒๔๖] พระองค์อันข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ท่านพระโคดมทรงเห็น
อย่างนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ ก็ตรัสตอบว่า ดูกรวัจฉะ เรา
ไม่ได้เห็นอย่างนั้น. ฯลฯ พระองค์อันข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ท่านพระโคดม
ทรงเห็นอย่างนี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย มีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ดังนี้หรือ ก็ตรัสตอบว่า
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น. ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นโทษอะไรหรือ จึงไม่ทรงเข้าถึงทิฏฐิ
เหล่านี้ โดยประการทั้งปวงเช่นนี้.




จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 19:38:17 A:203.113.50.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17


[๒๔๗] ดูกรวัจฉะ ความเห็นว่าโลกเที่ยง ... โลกไม่เที่ยง ... โลกมีที่สุด ... โลกไม่มี
ที่สุด ... ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ... ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ... สัตว์เบื้องหน้าแต่
ตายไปมีอยู่ ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ...
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้นั้น เป็นความเห็นที่รกชัฏ เป็น
ความเห็นอย่างกันดาร เป็นความเห็นที่เป็นเสี้ยนหนาม เป็นความเห็นที่กวัดแกว่ง เป็นความ
เห็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ เป็นไปกับด้วยทุกข์ เป็นไปกับด้วยความลำบาก เป็นไปกับด้วยความ
คับแค้น เป็นไปกับด้วยความเร่าร้อน ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท
เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
ดูกรวัจฉะ เราเห็นโทษนี้แล จึงไม่เข้าถึงทิฏฐิเหล่านี้ โดยประการทั้งปวงเช่นนี้.
ก็ความเห็นอะไรๆ ของท่านพระโคดม มีอยู่บ้างหรือ?
ดูกรวัจฉะ ก็คำว่าความเห็นดังนี้นั้น ตถาคตกำจัดเสียแล้ว ดูกรวัจฉะ ก็ตถาคตเห็น
แล้วว่า ดังนี้ รูป ดังนี้ ความเกิดแห่งรูป ดังนี้ ความดับแห่งรูป ดังนี้ เวทนา ดังนี้ ความ
เกิดแห่งเวทนา ดังนี้ ความดับแห่งเวทนา ดังนี้ สัญญา ดังนี้ ความเกิดแห่งสัญญา ดังนี้
ความดับแห่งสัญญา ดังนี้ สังขาร ดังนี้ ความเกิดแห่งสังขาร ดังนี้ ความดับแห่งสังขาร
ดังนี้ วิญญาณ ดังนี้ ความเกิดแห่งวิญญาณ ดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณ เพราะฉะนั้น เราจึง
กล่าวว่า ตถาคตพ้นวิเศษแล้ว เพราะความสิ้นไป เพราะคลายกำหนัด เพราะดับสนิท เพราะสละ
เพราะปล่อย เพราะไม่ถือมั่น ซึ่งความสำคัญทั้งปวง ซึ่งความต้องการทั้งปวง ซึ่งความถือว่า
เราว่าของเรา และความถือตัวอันนอนอยู่ใน:-)ทั้งปวง.



จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 19:39:15 A:203.113.50.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ปัญหาว่าด้วยผู้หลุดพ้น
[๒๔๘] ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ภิกษุผู้มีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ จะเกิดในที่ไหน?
ดูกรวัจฉะ คำว่าจะเกิดดังนี้ ไม่ควรเลย.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น จะไม่เกิดขึ้นหรือ?
ดูกรวัจฉะ คำว่า ไม่เกิดดังนี้ ก็ไม่ควร.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น เกิดก็มี ไม่เกิดก็มีหรือ?
ดูกรวัจฉะ คำว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ดังนี้ ก็ไม่ควร.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น เกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่หรือ?
ดูกรวัจฉะ คำว่าเกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ ก็ไม่ควร.



จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 19:40:24 A:203.113.50.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19


[๒๔๙] พระองค์อันข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภิกษุผู้มีจิตพ้นวิเศษแล้ว
อย่างนี้ จะเกิดในที่ไหน ก็ตรัสตอบว่า ดูกรวัจฉะ คำว่าจะเกิด ดังนี้ ไม่ควร. ฯลฯ พระองค์
อันข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้นเกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่หรือ ก็ตรัสตอบว่า
ดูกรวัจฉะ คำว่า เกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ ก็ไม่ควร. ข้าแต่ท่านพระโคดม ในข้อนี้
ข้าพเจ้าถึงความไม่รู้ ถึงความหลงแล้ว แม้เพียงความเลื่อมใสของข้าพเจ้าที่ได้มีแล้ว เพราะ
พระวาจาที่ตรัสไว้ในเบื้องแรกของท่านพระโคดม บัดนี้ได้หายไปเสียแล้ว.



จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 19:41:07 A:203.113.50.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20


[๒๕๐] ดูกรวัจฉะ ควรแล้วที่ท่านจะไม่รู้ ควรแล้วที่ท่านจะหลง เพราะว่าธรรมนี้
เป็นธรรมลุ่มลึก ยากที่จะเห็น ยากที่จะรู้ สงบระงับ ประณีต ไม่ใช่ธรรมที่จะหยั่งถึงได้ด้วย
ความตรึก ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ ธรรมนั้นอันท่านผู้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น มีความพอใจ
เป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีความเพียรในทางอื่น อยู่ในสำนักของอาจารย์อื่น
รู้ได้โดยยาก ดูกรวัจฉะ ถ้าเช่นนั้น เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้ ท่านเห็นควรอย่างใด ก็พึง
พยากรณ์อย่างนั้น ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าไฟลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านจะพึง
รู้หรือว่า ไฟนี้ลุกโพลงต่อหน้าเรา.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าไฟลุกโพลงต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพึงรู้ว่า ไฟนี้ลุกโพลงอยู่
ต่อหน้าเรา.
ดูกรวัจฉะ ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านนี้ อาศัยอะไร
จึงลุกโพลง ท่านถูกถามอย่างนี้แล้วจะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าใครๆ ถามข้าพเจ้าอย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงต่อหน้าท่านนี้ อาศัย
อะไรจึงลุกโพลง ข้าพเจ้าถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรานี้
อาศัยเชื้อ คือหญ้าและไม้จึงลุกโพลงอยู่.
ดูกรวัจฉะ ถ้าไฟนั้นพึงดับไปต่อหน้าท่าน ท่านพึงรู้หรือว่า ไฟนี้ดับไปต่อหน้าเราแล้ว?
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าไฟนั้นดับไปต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพึงรู้ว่าไฟนี้ดับไปต่อหน้า
เราแล้ว.
ดูกรวัจฉะ ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟที่ดับไปแล้วต่อหน้าท่านนั้น ไปยังทิศ
ไหนจากทิศนี้ คือทิศบูรพา ทิศปัจจิม ทิศอุดร หรือทิศทักษิณ ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะ
พึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?
ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้อนั้นไม่สมควร เพราะไฟนั้นอาศัยเชื้อ คือหญ้าและไม้จึงลุก
แต่เพราะเชื้อนั้นสิ้นไป และเพราะไม่มีของอื่นเป็นเชื้อ ไฟนั้นจึงถึงความนับว่าไม่มีเชื้อ ดับ
ไปแล้ว.



จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 19:43:21 A:203.113.50.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

การละขันธ์ ๕
[๒๕๑] ฉันนั้นเหมือนกัน วัจฉะ บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะ
รูปใด รูปนั้นตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี
มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูปมีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณ
ไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก. เปรียบเหมือนมหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะ
กล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิด
ก็หามิได้. บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะเวทนาใด ... เพราะสัญญาใด ... เพราะ
สังขารเหล่าใด ... เพราะวิญญาณใด ... วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว
ทำให้ดุจเป็นตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการ
นับว่าวิญญาณ มีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก. เปรียบเหมือน
มหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิด
ก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้.



จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 19:44:26 A:203.113.50.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

[๒๕๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วัจฉโคตตปริพาชกได้ทูลพระผู้มีพระภาค
ว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม เปรียบเหมือนต้นสาละใหญ่ ในที่ใกล้บ้านหรือนิคม กิ่ง ใบ เปลือก
สะเก็ด และกะพี้ ของต้นสาละใหญ่นั้น จะหลุดร่วง กะเทาะไปเพราะเป็นของไม่เที่ยง สมัย
ต่อมา ต้นสาละใหญ่นั้นปราศจาก กิ่ง ใบ เปลือก สะเก็ด และกะพี้แล้ว คงเหลืออยู่แต่
แก่นล้วนๆ ฉันใด พระพุทธพจน์ของท่านพระโคดม ก็ฉันนั้น ปราศจากกิ่ง ใบ เปลือก
สะเก็ด และกะพี้ คงเหลืออยู่แต่คำอันเป็นสาระล้วนๆ.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง
หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด ท่านพระโคดมทรงประกาศ
ธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ถึงท่านพระโคดม พระธรรมและภิกษุสงฆ์
ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดม จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้แล.

....ในคคห.ที่ 15 (ทิฏฐิ 10 อย่าง) พระพุทธเจ้าไม่ ทรงรับรองสักอย่างเดียว แล้วคุณขุนแผน เอาที่ไหนมาพูดว่า
ตายแล้ว สามารถทำนิพพานต่อได้





จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 19:55:36 A:203.113.50.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23



... กะทะ ปรมะ แปลว่า อยู่ใต้กระทะ เป็นอาหารของปลาไหลและไส้เดือน




http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=2228&Z=2285&pagebreak=0


.............................. สีลสูตร (เล่มที่ 17) ..................
.................... อานิสงส์การเจริญโพชฌงค์ ..................


000 [๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการ อันเธอพึงหวังได้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเป็นไฉน ?


000 [๓๘๒] คือ

... (๑) ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตผลโดยพลัน
... (๒) ในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ทีนั้นจะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย
... (๓) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้
บรรลุ ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป
... (๔) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ทีนั้น จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป
... (๕) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอานาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป
... (๖) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้น จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป
... (๗) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ๕ สิ้นไป



... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ อันเธอพึงหวังได้.








จากคุณ : ขุนแผน (กะทะปรมะ) - [ 1 เม.ย. 47 20:13:30 A:202.133.165.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24


... ในความเห็นข้างบน ข้อที่ 283 ข้อย่อยที่ 3 มิทราบว่า คุณชูวิทย์ อ่านแล้วเข้าใจว่าอย่างไรครับ ?


___________________________________________
... ชูวิทย์ ...

ขุนแผน เอาที่ไหนมาพูดว่า
ตายแล้ว สามารถทำนิพพานต่อได้



จากคุณ : ขุนแผน (ชูวิทย์) - [ 1 เม.ย. 47 20:16:21 A:202.133.165.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25


... ข้ออภัย เขียนผิดไป "ข้อที่ 282 ข้อย่อยที่ 3"


จากคุณ : ขุนแผน (007) - [ 1 เม.ย. 47 20:17:53 A:202.133.165.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26



*** ตอบคุณชูวิทย์คนเดียวนะครับ ที่ถามผมว่า ... ***

... ขุนแผน เอาที่ไหนมาพูดว่า
... ตายแล้ว สามารถทำนิพพานต่อได้





... ที่มา + หลักฐาน ตั้งแต่ข้อที่ 51 เป็นต้นไป


http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=36&A=2734&Z=2939&pagebreak=0




*** หลักฐานชิ้นเด็ด น๊อกปลายคาง ชักแหง๊ก ๆ ***




............................ พระไตรปิฎก เล่มที่ 36 ................

*-* [๕๑] บุคคลชื่อว่าอนาคามี เป็นไฉน ?
... บุคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนี้เรียกว่า "อนาคามี"


*-* [๕๒] บุคคลชื่อว่าอันตราปรินิพพายี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนั้น ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้น เพื่อละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน ในระยะเวลาติดต่อกับที่เกิดบ้าง ยังไม่ถึงท่ามกลางกำหนดอายุบ้าง บุคคลนี้เรียกว่า อันตราปรินิพพายี

*-* [๕๓] บุคคลชื่อว่าอุปหัจจปริพพายี เป็นไฉน ?
... บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนั้น ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้น เพื่อละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน เมื่อล่วงพ้นท่ามกลางกำหนดอายุบ้าง เมื่อใกล้จะทำกาลกิริยาบ้าง บุคคลนี้เรียกว่า อุปหัจจปรินิพพายี

*-* [๕๔] บุคคลชื่อว่าอสังขารปรินิพพายี เป็นไฉน ?
... บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนั้นย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นโดยไม่ลำบากเพื่อละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน บุคคลนี้เรียกว่า อสังขารปรินิพพายี

*-* [๕๕] บุคคลชื่อว่าสสังขารปรินิพพายี เป็นไฉน ?
... บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบ แห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนั้น ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นโดยลำบาก เพื่อละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน บุคคลนี้เรียกว่า สสังขารปรินิพพายี

... [๕๖] บุคคลชื่อว่าอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เป็นไฉน ?
... บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนั้น จุติจากอวิหาไปอตัปปา จุติจากอตัปปาไปสุทัสสา จุติจากสุทัสสาไปสุทัสสี จุติจากสุทัสสีไปอกนิฏฐา ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นในอกนิฏฐา เพื่อละสัญโญชน์เบื้องบน บุคคลนี้เรียกว่า อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี



.... ป.ล. ช่วยหามลงจากเวทีด้วยครับ ท่านผู้ชม




จากคุณ : ขุนแผน (ตอบ) - [ 1 เม.ย. 47 21:36:51 A:202.133.165.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27


... ขอถามหลวงตาเฟื่องหน่อยครับ จากความเห็นที่ 1 ในกระทู้นี้ ที่หลวงตากล่าวว่า


๒ พระอนาคามีคือผู้ที่ละกามฉันทะได้แล้ว ละพยาบาทได้แล้ว แต่พวกหนึ่งยังยังละตัวเหตุให้เกิดอีกไม่ได้ ละตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกยังไม่ได้ (พวกนี้คือพวกอนาคามีที่มีกระแสในเบื้อบนไปสู่อกนิฏฐภพ(คือพรหมชั้นสูงสุดในพรหม ๑๖ ชั้น). (อนาคามีที่ยังกลับมาเกิดอีกและยังมีภพอีก โดยย่อ).


... ผมอยากทราบว่า "อนาคามีที่ยังกลับมาเกิดอีกและยังมีภพอีก" เป็นอย่างไรครับ กรุณาอธิบายให้ผมและชาวพุทธทั่วไปหายสังสัยหน่อยซิครับ !

... ป.ล. ขุนแผน (อาราธนา)




จากคุณ : ขุนแผน (กถังกถี) - [ 1 เม.ย. 47 21:46:06 A:202.133.165.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28


อืมม์....ผมว่ากติกามันชักมั่วแล้วนะ ไม่รู้ว่าคุณขุนแผน
ใช้กฏกติกาของ "โอวาทานุสาสนี" มาชกโดยเอากติกาของสมาคมนี้มา ถึงจะน้อก แต่คุณต้องถูกจับแพ้ฟาวส์
แน่ ๆ

....ส่วนผมยึดถือกฏกติกาของสมาคมที่เป็นที่ยอมรับ
ของโลกคือ " พหุลานุสาสนี" ครับ ที่พระพุทธเจ้าเอง
ก็ทรงโปรด




จากคุณ : ชูไม่วิทย์ - [ 1 เม.ย. 47 22:16:24 A:203.113.50.139 X: ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys