◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    กลัว

    กลัว

    มิเชล


    คุณเคยไหม นั่งอยู่ในกลุ่มคน แต่เหมือนอยู่คนเดียว อยู่ท่ามกลางเสียงของเพื่อน แต่กลับรู้สึกกลัวจับใจ ผมก็ไม่เคยเหมือนกัน จนเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา

    เวลานอน ไม่อยากปิดไฟ กลัว ..กลัวแม้แต่จะหลับตา ใช่… ความมืด คุณเคยรู้สึกกลัวความมืดไหม มืดจนกลัวว่า ตัวคุณจะกลืนหายไปกับมัน ผมไม่เคยลืม คืนนั้น มันเป็นคืนเดือนมืด มืดเหมือนกับคืน ๆ นี้ ไม่มีผิด

    นาฬิกาไม้เก่า ๆ ที่ข้างฝาบอกเวลา 01.38 นาที มันเป็นนาฬิกาที่ผมได้เป็นของขวัญ จากใครผมจำไม่ได้แล้ว แต่เท่าที่รู้มันคงยังทำงานอย่างซื่อสัตย์เสมอ คืนนี้ผมนอนไม่หลับ ผมนอนสมาธิมา 30 นาที แล้ว แต่ยังไม่สามารถหลับลงได้ ทั้งที่มันเงียบเหลือเกิน เงียบจนได้ยินแต่เสียงลมหายใจตัวเอง สงสัยไอ้ด่างจะหลับสนิท หมาสุดที่รักของผม มันมักจะเข้านอนก่อนผม มันแก่มากแล้ว และไม่ได้เห่าตลอดทั้งคืนมานาน ผมจำไม่ได้ว่ามันอยู่กับผมมากี่ปี แต่เท่าที่รู้อีกไม่นานคงถึงเวลาของมัน เหมือนกับ…. เวลาของผม

    ความทรงจำบางอย่างคุณไม่สามารถลบมันได้ มันติดหนึบเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของคุณ เวลาคุณส่องกระจก คุณจะเห็นมัน ถึงแม้จะไม่ได้มองเห็น คุณก็จะรู้สึกถึงมัน เหมือนกับก้นของคุณเอง คุณไม่เห็นมัน แต่คุณรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น ….

    ปีนี้ผมอายุ 83 แล้ว ผมลืมเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตมากมาย เหมือน ที่คุณรู้ว่า คนแก่มักจะ ขี้หลง ขี้ลืม ตั้งแต่อายุ 70 เป็นต้นมา ผมก็ค่อย ๆ ลืมหลายสิ่ง หลายอย่าง คุณเชื่อไหม สิ่งที่เราลืม กลับเป็นชีวิตช่วงหลัง แต่สิ่งที่พร่างพรูออกมาแทนกลับเป็นความทรงจำในวัยเด็ก แต่คุณไม่สามารถเลือกได้ ว่าจะลืม หรือ จะจำเรื่องใด…

    ตอนแรกผมรู้สึกสนุกกับมัน เพราะชีวิตในช่วงหลังไม่มีอะไรน่าจดจำ มีแต่ความเหนื่อยหน่าย สูญเสีย ความเจ็บป่วย เจ็บไข้ ของชีวิตที่อับเฉาลงทุกวัน และแล้วความทรงจำในวัยเด็ก กลับมากระตุ้น ให้อยากสูดลมหายใจในโลกใบนี้ไปอีกนาน ๆ ไม่นานนัก ผมก็นึกถึงเรื่อง ๆ ที่ผมลืมมันไปนานมากแล้ว …. ผมบอกแล้วไง คุณไม่สามารถเลือกได้ ว่าจะลืม หรือ จะจำอะไร…. ผมเชื่อว่า ชีวิต มีเส้นทางของมัน … เสียงนาฬิกา ตีบอกเวลาตีสอง …. เปลวไฟที่ตะเกียงน้ำมันเริ่มริบหรี่ลงแล้ว … หรือว่าจะเป็นคืนนี้ …

    สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ ความตาย แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น ก็คือ การอยู่ การอยู่ด้วยความกลัว คุณเชื่อไหม ถึงตอนนี้ ผมไม่กลัวความตาย (แม้จะเคยกลัวและหลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงมันในชีวิตวัยหนุ่ม) แต่สิ่งที่ผมกลัวที่สุด กลับเป็นสิ่งที่ผมลืม ลืมมันไปนานมากแล้ว….

    คืนนั้น ในวัย 13 ปี ผมหลับอยู่บนเตียง สะดุ้งตื่นขึ้นมาในคืนที่มืดสนิท และ เงียบสงัด แต่ท่ามกลางเสียงเงียบนั้น ผมได้ยินเสียง เสียงร้องอันแหบแห้ง เสียงนั้น เป็นเสียงของปู่ …

    ผมไม่รู้ว่าปู่อายุเท่าไร เท่าที่รู้ แกแก่ และน่ารำคาญมาก ปู่มักจะชอบพูดถึงเรื่องเก่า ๆ วกไป วนมาไม่รู้จบ และมักจะให้พวกเราคอยเหยียบขา ที่ปวดเมื่อยของแกอยู่เสมอ โดยเฉพาะผม แกเรียกการเหยียบ (ที่ไม่ค่อยจะเต็มใจของผม) ว่าการนวด และแม่ชอบบังคับให้ผมคอยอยู่ดูแลปู่.. และห้ามหนีมิฉะนั้นจะหักเงินค่าขนม ผมเคยพยายามที่จะเหยียบแรง ๆ เพื่อให้ปู่เจ็บ แต่ด้วยขนาดและน้ำหนักตัวของผม … ไม่สำเร็จ

    บ่อยครั้งปู่จะเป็นเหมือนเด็ก พูดจาไม่รู้เรื่อง เอาแต่ใจ มีอยู่ครั้งหนึ่งแกไม่ยอมกินข้าวเอง ผมต้องป้อนให้ แกอมแล้วก็บ้วนออกมาจนเลอะพื้นกระดานบ้านไปหมด ผมโมโหมาก ผมก็กวาดข้าวที่พื้นนั่นแหละ มาป้อนให้แกอีก คงไม่ต้องบอกว่ามันสกปรกแค่ไหน… ผมเบื่อมาก แต่มีไม้ตายอย่างหนึ่ง ที่เป็นความลับและความภูมิใจของผม ที่ใช้ได้ผลกับปู่เสมอ (แต่ผมใช้มันเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ผลถ้าบ่อยเกินไป) ปู่มักจะกลัวว่าจะมีคนมาจับแกไป ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจับไปไหน ด้วยความฉลาดของผม (ตอนนั้นผมคิดอย่างนั้น) ผมจะขู่แกเสมอ … ถ้าสถานการณ์ (ของผม) ถึงขั้นวิกฤต “ปู่ อย่าดื้อนะ ถ้าปู่ดื้อนะ คืนนี้ เขาจะมากันนะ ปู่” หรือ “ปู่ได้ยินเสียงอะไรมั้ย นั่นแหละ พวกนั้นอยู่ข้างนอกนะ ปู่ต้องเงียบ ๆ นะ ปู่ต้องหลับนะ ถ้าตอนกลางวันปู่ทำตัวดี ๆ นะ ผมจะบอกพวกนั้นให้ว่าปู่ทำตัวดี” ผมบอกแล้วว่าผมใช้มัน เมื่อจำเป็นเท่านั้น อย่างน้อยที่สุด วันละครั้ง (ก็ปู่ชอบทำให้ผมตกอยู่ในสถานการณ์จำเป็นเสมอ) ผมเป็นเสมือน คนนำสารผู้ภักดีของพวกที่ปู่กลัว และในคราวเดียวกัน ก็เป็น ผู้ตรวจสอบความประพฤติของปู่ผู้เกเร …

    ผมยังจำได้ เหมือนเหตุการณ์ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ วันนั้น เป็นวันอาทิตย์ ผมกับเพื่อน ไอ้น้อย แล้วก็อีก 2-3 คน นัดกันว่าตอนเช้าเราจะไปตกปลาตรงบ่อร้าง หลังโรงน้ำชาเก่า พวกเราไม่รู้หรอกว่าในบ่อนั้นมีปลาหรือเปล่า แล้วก็ไม่ได้สนใจด้วย จริง ๆ แล้วเราชอบไปเล่นต่อสู้ ปีนต้นไม้ เล่นดีดลูกแก้ว สารพัด การละเล่นสุดโปรดของเด็กผู้ชาย แต่วันนั้น มันพิเศษกว่าวันอื่น ตรงที่ไอ้น้อย มันได้ เรือบิน (เราเรียกกันอย่างนั้น) เป็นของขวัญจากน้าของมัน ที่มาจากกรุงเทพฯ มันคุยอวดเด็กบ้านนอกอย่างพวกเราที่โรงเรียนทุกวัน (มันคงลืมไปว่ามันก็บ้านนอกเหมือนกับผม) และมีข้อแม้ว่า ถ้าอยากดูให้ไปเล่นด้วยกันให้ครบทุกคนในวันอาทิตย์ (ซึ่งปกติผมมักจะไม่ได้ไป ก็ผมต้องอยู่กับปู่นี่นา) วันอาทิตย์นี้แม่ผมต้องไปวัด กว่าจะกลับก็บ่าย ซึ่งผมตั้งใจว่าจะรีบกลับก่อนแม่มาถึงบ้าน สถานการณ์ทุกอย่างสมบูรณ์ มีอยู่เรื่องเดียว เรื่องเดียวเท่านั้น จริง ๆ คุณรู้ใช่ไหม เรื่องอะไร..

    มหัศจรรย์วันเสาร์ ปู่ไม่ดื้อด้าน ปู่น่ารักมาก จนทำให้ผมรู้สึกดี แล้วรักปู่ขึ้นมาชั่วขณะ จนถึงกลับนั่งอ่านหนังสือ พระเจ้าสิบชาติ ให้ปู่ฟังเป็นรางวัล แล้วภาวนาว่าปู่จะเป็นอย่างนี้ไปจนหมดวันอาทิตย์ …. ผมคิดผิด

    เหมือนปู่จะรู้ว่าผมจะได้ไปมีความสุข ปู่เลยเก็บความดื้อรั้นเอาไว้ อดทนที่จะไม่ทำตัวเกเรทั้งวันเสาร์ เพื่อที่จะปลดปล่อยมันทั้งหมดออกมาในวันอาทิตย์ วันอาทิตย์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของหลานที่แสนเบื่ออย่างผม วันนั้นปู่ตื่นเช้าขึ้นมา พร้อมกับกลิ่นเยี่ยวบนที่นอน ซึ่งใครล่ะจะจัดการ ถ้าไม่ใช่ผม … แม่ผมออกไปแต่เช้า แต่ไม่ลืมกำชับให้ผมเก็บที่นอน ป้อนข้าว (ถ้าปู่ไม่ยอมกินเอง) และคอยดูแลปู่ แม่จะสั่งทำไม ผมไม่เข้าใจ ก็ผมไม่มีทางเลือกอยู่แล้วนี่ ผมรู้สึกเหมือนกับ ว่าผมเป็นหญิงแก่ที่ต้องคอยดูแลลูกปัญญาอ่อน ผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ และ ผมก็เกลียดที่มันเกิดขึ้นกับผม…

    เก้าโมงเช้าแล้ว เลยเวลานัดมา ครึ่งชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่ปู่ควรจะนอนพักผ่อนได้แล้ว (ปู่ตื่นเช้ามาก ซึ่งทำให้ผมต้องตื่นด้วย) แต่แกกลับร้องไห้ งอแง (เหมือนกับเด็กไม่มีผิด) แกอยากจะให้ผมอ่านหนังสือ พระเจ้าสิบชาติให้แกฟังต่อจากเมื่อวาน นี่ผมอุตส่าห์อ่านฟังตั้ง 3 ชาติ แล้วนะ 3 ชาติ คุณก็น่าจะรู้ว่า 3 ชาติเนี่ยมันนานแค่ไหน แต่คน (เด็ก) อย่างปู่ไม่พอใจอะไรง่าย ๆ หรอก ไม่เคยพอ…

    เก้าโมงครึ่ง ผม อ่านหนังสือให้แกฟัง จบไปอีก 1 ชาติ (ชาติที่ 4) ซึ่งชาตินี้พระพุทธเจ้าเกิดเป็นวานร หรืออะไรผมไม่แน่ใจ ส่วนเนื้อเรื่องอื่นผมก็จำไม่ได้หรอก อ่านให้มันจบ ๆ ไปเท่านั้น ไม่เคยอยู่ในสมอง (ผมไม่อยากบอกเลยว่าหนังสือธรรมะเล่มนี้เป็นหนังสือ 1 ใน 10 เรื่องที่ผมเกลียดที่สุด ถึงแม้มันจะบาปก็เถอะ) ผมเริ่มใช้ไม้ตาย

    “ปู่ จะนอนยัง”

    “ “ ปู่ยังตั้งท่ารอ ชาติที่ 5

    “ปู่ นอนเถอะ”

    “ “ เงียบ

    “ปู่ ได้ยินเสียงมั้ย รอบ ๆ บ้าน” ผมเริ่ม

    “ “ ปู่หันรอบ ๆ ตัว อย่างกระสับกระส่าย

    “ปู่ต้องนอนนะ ไม่งั้นคืนนี้มากันแน่ ผมไม่แน่ใจนะ แต่ถ้าปู่ยังไม่นอนนะ…” ผมทิ้งท้ายให้ปู่คิดเอง คอยดู คอยดู
    เดี๋ยวจะต้องได้ผล …. แต่ผมคิดผิด

    ปู่หันกลับมามองหน้าผมเหมือนเดิม ผมไม่รู้เหมือนกันว่าความกลัวที่ปรากฏบนหน้าอันเหี่ยวย่นเมื่อครู่นั้น หายไปไหน

    “เล่าต่อ ๆ “ เสียงแหบแห้ง แต่กระตือรือร้น เหมือนเด็กเล็กๆ เด็ก…ที่สมองยังไม่พัฒนา ผมเริ่มโมโห

    “ปู่ ไม่ได้ยินเหรอ พวกนั้นมันมาแล้วนะ มันมาแน่ ถ้าปู่ยังดื้ออยู่อีกนะ อีกสักชาติ ก็จะไม่ได้ฟัง” ผมตะโกน

    ปู่เริ่มร้องไห้ … ดังขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ดิ้น คุณเคยเห็นเด็กไม่พอใจอะไร แล้วร้องไห้ไหม ร้องไห้แล้วดิ้น เหมือนเสียสติ แต่ปู่แกทำท่าเหมือนกับ ดิ้นหนีอะไรสักอย่าง เหมือนกับว่า แก เห็นอะไรที่ผม ไม่เห็น…. พอมาถึงตรงนี้ ผมเริ่มตกใจ เพราะดูเหมือนว่า แกจะกลัว กลัวมาก กลัวเหมือนจะตายไปต่อหน้าผม ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะ แม่ต้องฆ่าผมแน่ ๆ … ผมพยายามปลอบแก เอาหนังสือขึ้นมาอ่าน แต่รู้สึกว่าแกจะไม่รู้สึกว่ามีผมอยู่ นอกจากตัวแก แล้วก็ พวกนั้น … ที่แกเห็น

    สักพัก เสียงปู่เริ่มเบาลงเป็นเสียงสะอื้นในลำคอ ไม่น่าเชื่อ หลังจากนั้นไม่นาน เด็กเสียสติของผมก็ค่อย ๆ หลับไปเอง ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร และ ผมไม่สนใจ ผมดูเวลา แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านไปหาไอ้น้อย กับเพื่อน ๆ ตามที่นัดกันไว้ …. ผมจำได้ หลังจากที่ผมวิ่งออกมาจากบ้านผมสนุกมาก แล้วก็ลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนเช้าไป ….

    ตอนบ่ายผมกลับถึงบ้าน แต่แม่กลับมาก่อนแล้ว ผมรีบวิ่งไปห้องปู่ ปู่ยังนอนอยู่ ร่างเหี่ยวแห้งของแกนอนนิ่ง นิ่งเสียจนเหมือนซากศพ ผมเดินเข้าไปใกล้ ๆ เรียกเบา ๆ

    “ปู่ ปู่” ไม่ขยับ

    “ปู่” เสียงดังขึ้นอีก ผมเดินเข้าไปใกล้

    พอถึงตอนนี้ ผมใกล้แกจน แน่ใจว่าแกยังไม่ตาย… แกยังหายใจอยู่…. ผมโล่งอก

    ผมก็ไม่เข้าใจว่าเหมือนกันว่า ทำไมผมถึงคิดว่าปู่จะตาย… หรือ จริง ๆ แล้วผมอยากให้ปู่ตาย

    แม่เรียกผมให้ไปกินขนมที่เอามาจากวัด แม่ไม่ถามอะไรเรื่องปู่ … ไม่ถามอะไรเลย.. ผมโล่งอกเป็นครั้งที่สอง ในวันนั้น (ถ้าไม่รวมครั้งแรกที่ปู่แกยอมหลับไปโดยดี)

    คืนนั้นผมเข้านอนแต่หัวค่ำ ผมหลับสนิท จนสะดุ้งตื่น ขึ้นมาเพราะเสียงนั้น เสียงแหบแห้งของปู่ เสียงร้องอย่างระโหยโรยแรง เหมือนแกพยายามจะขอความช่วยเหลือ ผมไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ภาษามนุษย์มันเหมือนกับเสียงของสัตว์บาดเจ็บ ที่รู้ชะตาตัวเอง … แต่ที่ทำให้ผมกลัว และรู้สึกหนาวยะเยือกทั่วสันหลัง ไม่ใช่เสียงของปู่ แต่เป็นเสียง ๆ นั้น เสียงที่ผมได้ยิน แล้วรู้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เสียงที่แม้จะไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็รู้ได้ว่าเป็นเสียงอะไร เสียงของมัน …. ผมกลัว กลัวมาก ผมอยากจะลุกไปเรียกแม่ แต่ความอยากนั้นก็ยังน้อยกว่าความกลัว ผมรีบคลุมโปงหลับตาปี๋ ทั้งที่คืน ๆ นั้น มันมืด มืด จนไม่จำเป็นต้องหลับตา ผมไม่รู้ตัวว่าผมหลับไปเมื่อไร…. ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง …

    เสียงนาฬิกา ตีบอกเวลา ตีสาม ตะเกียงน้ำมันดับไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าผมเผลอหลับไปตอนไหน แต่ตอนนี้ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกา …..ไม่…ไม่ใช่ ผมไม่ได้สะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกา … แต่มันเป็นเสียง เสียงเดียวกับที่ปู่ และ ผมได้ยินในคืนคืนนั้น …ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ … แต่ผมไม่ได้ดื้อนะ ผมเริ่มสะอื้น เมื่อตอนกลางวัน ผมไม่ได้ดื้อเลย ผมพยายามทำตัวดีไม่เกเรมาตลอดเลย ไม่เกเรเหมือนกับปู่ของผม ผมไม่ได้อยากฟังเรื่องพระเจ้าสิบชาติด้วย … เสียงนั้นใกล้เข้ามาแล้ว ….ผมอยากให้มันจบ ๆ ไปเสียที พรุ่งนี้ หลานชายผม คงได้เห็นสภาพที่น่าทุเรศทุรัง ของร่างเหี่ยวแห้งที่ไร้ลมหายใจ แขนขาหงิกงอ ตาเบิกถลน เหมือนมองเห็นอะไรสักอย่างซึ่งน่ากลัวที่สุดในชีวิต เหมือนกับที่ผม ได้เห็นสภาพปู่ของผม ในเช้าวันนั้น…..

    ………...............................................................



    เมื่อไม่สำนึกบาป บาปก็ยังเป็นเหมือน น้ำผึ้งน้ำตาล ไปก่อน ครั้นสำนึกเมื่อใด นรกก็ผุดขึ้นในใจ อย่างระดมกันเข้ามา เขาก็เครียดครัด ทั้งหลับและตื่น เป็นธรรมดา อย่าทำเล่นกะบาปเลย เพราะมันจะสำนึกขึ้นมาวันหนึ่งแน่นอน
    พุทธทาสภิกขุ
    จากหนังสือ ป่วย 3 เดือน เกิดสมุดเล่มนี้ มกรา - กุมภา - มีนา 35

    จากคุณ : Do the Best - [ วันลอยกระทง 19:53:49 A:134.76.25.160 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม