◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    พระพุทธองค์ตรัสสอนอะไร? ๒

    ๒.คำถามของสัจจกนิครนถ์
    ถามพระอัสสชิเช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่า
    สัจจกนิครน์เป็นผู้ชอบโต้เถียง พูดว่าไม่เห็นใครที่ปฏิญญาตนว่าเป็นพระอรหันต์ที่ตนโต้ตอบแล้วจะไม่หวั่นไหว
    เช้าวันหนึ่งสัจจกนิครน์พบพระอัสสชิ จึงเข้าปราศรัยแล้วถามว่า "ดูกรท่านอัสสชิผู้เจริญ ก็พระสมณโคดม แนะนำพวกสาวกอย่างไร และคำสั่งสอนของพระสมณโคดม
    มีส่วนอย่างไร ที่เป็นไปมากในพวกสาวก." ท่านพระอัสสชิบอกว่า "ดูกรอัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาค ทรงแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของ
    พระผู้มีพระภาค มีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวก
    ทั้งหลายว่าขันธ์ ๕ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตน สังขารทั้งหลาย
    ทั้งปวงไม่ใช่ตน ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน"
    สัจจกนิครนถ์กล่าวว่า "ท่านฟังมาไม่ดีแล้ว ถ้ากระไรบางทีข้าพเจ้าจะพบกับพระสมณโคดมผู้เจริญนั้นจะได้สนทนากันบ้าง ถ้ากระไรข้าพเจ้าจะพึงช่วยปลดเปลื้อง
    พระสมณโคดมเสียจากความเห็นที่เลวทรามนั้นได้."
    สัจจกนิครนถ์ เมื่อพบพระพุทธเจ้า ก็ถามแบบที่ถาม
    พระอัสสชิ ทรงตรัสตอบเหมือนกับพระอัสสชิ
    สัจจกนิครนถ์แย้งว่า ต้นไม้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยแผ่นดินฉันใด ขันธ์ ๕ก็ต้องเป็นตน จึงได้ประสบผลบุญ ผลบาป ฉันนั้น(ถ้าไม่มีตนแล้วอะไรจะรับผลบุญและบาป?)
    พระพุทธองค์ถามย้ำว่า ท่านกล่าวว่าขันธ์ ๕ เป็นตนของท่านใช่ไหม?
    สัจจกนิครนถ์ยืนยันว่าใช่
    ตรัสถามว่ากษัตริย์มีอำนาจต่างๆในแว่นแคว้นของพระองค์ อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ พึงให้เป็นไปได้ในพระราชอาณาเขตของพระองค์มิใช่หรือ?
    ทูลรับว่าใช่
    ตรัสถามว่าท่านกล่าวว่ารูปเป็นตัวตนของท่าน ท่านจะมีอำนาจในรูปนั้นว่าจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลยได้หรือไม่?
    สัจจกนิครนถ์นิ่ง
    เมื่อตรัสถามย้ำก็ยอมรับว่าไม่มีอำนาจให้รูปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (แม้ในเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก็ยอมรับเช่นกัน)
    ตรัสถามว่า ขันธ์ ๕ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? เป็นทุกข์หรือเป็นสุข?
    ตอบว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์
    ตรัสถามว่า สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นว่านั้นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา?
    ตอบว่าไม่ควร
    ตรัสถามว่า ผู้ใดติดทุกข์ ยึดทุกข์ ตามเห็นว่าทุกข์นั้นเป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ผู้นั้นจะกำหนดรู้ทุกข์หรือทำทุกข์ให้สิ้นไปได้หรือไม่?
    ตอบว่าไม่ได้
    ตรัสถามว่าท่านติดทุกข์ ยึดทุกข์ ตามเห็นว่าทุกข์นั้น เป็นของเราเป็นตนใช่หรือไม่?
    สัจจกนิครนถ์ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น
    สุดท้ายสัจจกนิครนถ์ยอมรับว่าตนผิด และนิมนต์พระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหาร

    ๓.คำถามของพระสารีบุตร
    ถามภิกษุที่จะไปอยู่ชนบท เรื่องมีอยู่ว่า
    ภิกษุมากรูปด้วยกันปรารถนาจะไปสู่ชนบทได้ไปทูลลาพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสให้ไปลาสารีบุตรด้วย เมื่อภิกษุเหล่านั้นเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร พระสารีบุตรก็ได้ปรารภขึ้นมาว่า บัณฑิตที่คอยถามปัญหากะภิกษุผู้ไปประเทศต่างๆ มีอยู่ ถ้าพวกที่เป็นบัณฑิตทดลองถามว่า พระศาสดาของพวกท่านมีวาทะอย่างไร? ตรัสสอน
    อย่างไร? ท่านจะตอบอย่างไร? ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า
    ไม่ทราบ พระสารีบุตรจึงบอกให้ตอบว่า
    "พระศาสดาของเราทั้งหลายตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะ(ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ) "
    เมื่อตอบอย่างนี้แล้วพวกบัณฑิตอาจถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า
    "ก็พระศาสดาของท่านตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในสิ่งอะไร? "
    พึงตอบว่า"พระศาสดาตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ."
    เมื่อตอบอย่างนี้แล้ว พวกบัณฑิตอาจถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า
    "ก็พระศาสดาของท่านทรงเห็นโทษอะไร จึงตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป..วิญญาณ? "
    พึงตอบว่า "เมื่อบุคคลยังมีความกำหนัด ความพอใจ
    ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย
    ความทะยานอยากในรูป..วิญญาณ อยู่โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสย่อมเกิดขึ้นเพราะรูป..วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป"
    เมื่อตอบอย่างนี้แล้ว พวกบัณฑิตอาจถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า
    "ก็พระศาสดาของท่าน ทรงเห็นอานิสงส์อะไร จึงตรัสสอนให้กำจัดให้ฉันทราคะในรูป..วิญญาณ? "
    พึงตอบว่า "เมื่อบุคคลไม่มีความกำหนัด ..
    ความทะยานอยากในรูป ..วิญญาณแล้ว โสกะ..อุปายาสย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะรูป..วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป"
    จากนั้นพระสารีบุตรก็ย้ำโอวาทปาฏิโมกข์ว่า
    ถ้าบุคคลเข้าถึงอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วอยู่สบาย ไม่มีความลำบาก ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความเดือดร้อนในปัจจุบันนี้ และเมื่อตายไปแล้วก็พึงหวังสุคติไซร้
    พระผู้มีพระภาคก็จะไม่พึงทรงสรรเสริญการละอกุศลธรรมทั้งหลาย. แต่เพราะเมื่อบุคคลเข้าถึงอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความลำบาก มีความคับแค้น มีความเดือดร้อนในปัจจุบัน และเมื่อตายไปแล้ว ก็พึงหวังได้ทุคติ ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงสรรเสริญการละอกุศลธรรมทั้งหลาย.
    และถ้าบุคคลเข้าถึงกุศลธรรมทั้งหลายอยู่แล้วจักได้มี
    การอยู่เป็นทุกข์..มีความเดือดร้อน ในปัจจุบันนี้ และเมื่อตายไปแล้วก็พึงหวังได้ทุคติไซร้ พระผู้มีพระภาคก็จะไม่พึงทรงสรรเสริญการเข้าถึงกุศลธรรมทั้งหลาย. แต่เพราะเมื่อบุคคลเข้าถึงกุศลธรรมทั้งหลายแล้วอยู่สบาย..ไม่มีความเดือดร้อนในปัจจุบันนี้ และเมื่อตายไปแล้วก็พึงหวังได้สุคติ ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงสรรเสริญ การเข้าถึงกุศลธรรมทั้งหลาย.
    ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้แล้ว. ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตร
    หวังว่าคงเป็นประโยชน์ครับ

    จากคุณ : แววตะวัน - [ วันออกพรรษา 22:33:23 A:203.155.239.158 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม