อ่าพาแมวไปหาหมอแล้วหมอบอกว่าเป็นลิวคีเมียเนี่ย มีทางหายไหมครับ

หมอเขาบอกว่ามันอยู่ได้เรื่อยๆถ้าไม่เจ็บไม่ป่วยแต่ก็งงๆแหละว่าไปติดมาได้ไงเลี้ยงอยู่ถึงจะแบบไม่ขังก็เหอะ

จากคุณ : JX คุง - [ 15 ก.ย. 46 21:33:43 A:203.144.147.161 X: ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

ขออนุญาตคัดลอกมาให้อ่านค่ะจาก www.cat4love.com ในหัวข้อเรื่องน่ารู้
--- โรคติดเชื้อลิวคิเมียในแมว ---

โรคนี้เป็นโรคแรกที่มีการค้นพบว่าไวรัสสามารถก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โรคนี้ไม่ติดต่อสู่คนแต่ติดต่อไปยังแมวเท่านั้น แมวที่ติดเชื้อนี้แบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ
1. กลุ่มแมวที่ไม่แสดงอาการป่วย
2. กลุ่มแมวที่แสดงอาการป่วย

กลุ่มแมวที่ไม่แสดงอาการป่วยเนื่องจาก
- ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้าทานต่อต้านไวรัสได้ แต่แมวกลุ่มนี้ก็จะเป็นตัวนำพาโรค(Carier)ไปติดในแมวปกติได้

กลุ่มแมวที่แสดงอาการป่วย เนื่องจาก
- ไวรัสไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์(เซลล์กลุ่มเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ) ทำให้เกิดความบกพร่องในการทำลายเชื้อโรค มีผลให้มีการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น
- ไวรัสเข้าไปเปลี่ยนส่วนประกอบของ DNA ในเซลล์ทำให้เกิดเนื้องอกของเซลล์ไขกระดูกและต่อมน้ำเหลือง

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อ Feline leukemia virus (FeLV) เป็น Oncovirus ในตระกูล Retroviridae ไวรัสถูกทำลายได้ง่าย ไวรัสจะสูญเสียความสามารถในการติดเชื้อต่อเมื่ออยู่ในที่แห้งในความร้อน 56 ํF นาน 3 นาที หรือถูกแสงอุลตร้าไวโอเล็ต(UV) ในน้ำลายที่แห้งแล้ว 1-3 ชั่วโมง ไวรัสจะหมดสภาพที่ทำให้เกิดโรค น้ำยาทำความสะอาดทั่วๆไป เช่น 70% แอลกอฮอล์ น้ำยาไฮโปรคลอไรด์ สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้อย่างรวดเร็ว ระบาดวิทยา โดยทั่วไปแมวที่ติดเชื้อจะอยู่ในแหล่งเดียวกับแมวป่วยหรือแมวที่มีเชื้ออยู่ในร่างกายอยู่แล้ว(กลุ่มแมวที่ไม่แสดงอาการป่วย) เนื่องจากร่างกายยังสร้างภูมิมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ ส่วนแมวที่ไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานต่อไวรัสได้ก็จะทำให้เกิดโรคมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง หรือโรคอื่นที่ไม่ใช่เนื้องอก แมวที่เลี้ยงปล่อยเพศผู้มีอัตราเสี่ยงที่จะติดเชื้อมากกว่าตัวเมีย อัตราการเกิดโรคจะสูงในแมวช่วง 1-6 ปี เฉลี่ยประมาณ 3 ปี

การแพร่ระบาด

1. จากแมวไปแมวโดยตรง เกิดจากแมวที่มีเชื้อยู่ในกระแสเลือดตลอดเวลา ซึ่งในแมวนี้จะตรวจพบเชื้อไวรัส ในน้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำนม เยื่อบุทางเดินหายใจ และน้ำตา การสัมผัส มักเกิดจากการสัมผัสโดยตรง มักเกิดจากการที่แมวมีเชื้อกัดกับแมวปกติ การผสมพันธุ์ของแมวตัวผู้ซึ่งต้องกัดหลังแมวตัวเมียขณะผสมพันธุ์กัน รองลงมาคือติดจากปัสสาวะหรืออุจจาระของแมวที่มีเชื้อไวรัสจากแมวป่วยหรือแมวที่เป็นตัวนำโรค โดยอาจจะเกิดจากแมวปกติเลียขนของแมวที่มีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งอาจมีส่วนของปัสสาวะหรืออุจจาระเปื้อนอยู่
2. จากแม่แมวไปยังลูก คือการติดผ่านทางรกขณะที่ยังเป็นตัวอ่อนในท้อง หรืออาจจะติดจากลูกที่กินนมแม่แมวที่ติดเชื้อ

ขั้นตอนของการเกิดโรค

จากน้ำลายของแมวป่วยหรือตัวอมโรค ซึ่งจะมีเชื้อไวรัสจำนวนมาก ซึ่งเชื้อนี้อาจจะผ่านเยื่อบุตา ช่องปาก ช่องจมูก หรือผิวหนังที่เป็นบาดแผล ของแมวที่ถูกกัดหรือเลีย ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็นช่วงๆดังนี้

ช่วงที่ 1 ไวรัสเข้าไปเพิ่มจำนวนในต่อมทอนซิลและต่อมน้ำเหลือง ในกรณีที่ได้รับเชื้อทางปากหรือจมูก กรณีที่ได้นับเชื้อทางแผลถูกกัดแมวอาจกำจัดเชื้อไวรัส ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆและมีภูมิต้านทาน

ช่วงที่ 2 ในแมวที่ไม่สามารถภูมิต้านทานสูงพอ ไวรัสจะทวีจำนวนอย่างรวดเร็ว และกระจายจากต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอไปยังต่อมน้ำเหลืองของอวัยวะอื่นๆ โดยไวรัส จะเข้าไปอยู่ในเซลล์ lymphocyte (เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง)

ช่วงที่ 3 ไวรัสจเพิ่มจำนวนในม้าม เนื้อเยื่อน้ำเหลือง ในลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง เซลล์เยื่อบุของลำไส้(intestinal crypt epithelium) และเซลล์ precursor ในไขกระดูก(เซลล์เริ่มต้นที่จะพัฒนาเป็นเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาว)

ช่วงที่ 4 ไวรัสจะกระจายสู่กระแสเลือด โดยจะเข้าไปอยู่ในเซลล์ neutropnils(เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) หรืออยู่ในกระแสเลือดเรียกว่าระยะ viremia(ระยะที่เลือดมีเชื้อไวรัส) ซึ่งระยะนี้จะมีไปตลอดชั่วชีวิตของแมว

ช่วงที่ 5 อีก 2-3 สัปดาห์ ไวรัสจะเจริญอยู่ในเนื้อเยื่อ epithelium และต่อมต่างๆ โดยเฉพาะต่อมน้ำลาย ในเซลล์บุของระบบทางเดินหายใจ และเซลล์บุกระเพาะปัสสาวะ แมวป่วยจะเริ่มปล่อยเชื้อไวรสออกมาจำนวนมากในน้ำลายและปัสาวะ ช่วงที่ 1-3 ใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์หลังรับเชื้อ แมวที่มี persistent viremia คือระยะที่ 4-5 โดยมากเริ่มจากสัปดาห์ที่ 4-6 ระยะเวลาของโรคผันแปรมาก มากกว่า 80% ของแมวที่ได้รับเชื้อจะตายภายใน 3ปีครึ่ง อาการของโรค ออาการของโรคนี้ขึ้นออยู่กับหลายๆปัจจัย เช่น อายุของแมว ระยะแรกที่สัผัสเชื้อ จำนวนไวรัสและเสตรนความรุนแรงของเชื้อไวรัส

โรคที่เกิดจากเชื้อ FeLV แบ่งเป็น 2 ประเภท

1. โรคเนื้องอก (neoplastic discase)

2. โรคที่ไม่ใช่เนื้องอก (non-neoplastic discase)

โรคเนื้องอก (neoplastic discase)

มักพบเป็นเนื้องอกต่อมน้ำเหลือง (lym phoma) หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphosarcoma) เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด อาการที่พบเห็นนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของต่อมน้ำเหลืองที่เกิดโรค หรือความผิดปกติของอวัยวะ แหล่งเก็บเลือดต่างๆ ดังนี้

1. Multicentrse lymphosarcoma เกิดกับต่อมน้ำเหลืองหลายๆตำแหน่งและอวัยวะภายในคือ ม้าม ตับ และไต อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งหรือหลายอวัยวะ พร้อมกันนั้นแมวจะแสดงอาการโลหิตจาง ดีซ่าน ไตล้มเหลว

2. Thymic หรือ Mediastinal lymphosarcoma เกิดกับแมวอายุต่ำกว่า 3 ปี ทำให้แมวหายใจลำบากเนื่องจากมีของเหลว อยู่ในช่องอก ปอดแฟบ

3. Alimentery lymphosarcoma โรคอาจเกิดกับส่วนของ lymphoid tissue ในกระเพาะ ลำไส้ ส่วน colon และหรือต่อมน้ำเหลือง mesenteric อาจทำให้เกิดภาวะลำไส้อุดตัน ซึ่งคลำได้จากผนังช่องท้อง หรือ แมวมีอาการอาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก

4. lymphosarcoma ที่จำแนกชนิดไม่ได้ โรคอาจเกิดกับผิวหนัง ตา หรือเนื้อเยื่อระบบประสาท หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่มิใช่เนื้อเยื่อน้ำเหลือง

5. Mycloproliferative disease (โรคมะเร็งไขกระดูก) โรคจำแนกได้หลายชนิด ขึ้นอยู่กับเซลล์ไขกระดูกส่วนไหนที่ติดเชื้อ โดยแมวมักจะมีอาการ โลหิตจาง ซึม เบื่ออาหาร ไข้สูง อ่อนเพลีย ม้ามโต ตับโต และตรวจพบเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด

6. Fibrosarcoma หรืออาจเป็น hemanglosacomas หรือ melanomas พบในแมวที่เกิดการติดเชื้อร่วมระหว่าง FelV และ feline sarcoma virus (FeSV) โรคนี้มักพบในแมวอายุน้อย

โรคที่ไม่ใช่เนื้องอก (non-neoplastic disease)

1. โรคโลหิตจาง การที่ FelV เจริญในเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกของเม็ดเลือดแดงที่ยังเป็นเซลล์เด็ก (มี nucleus ของเซลล์เม็ดเลือดแดง) ทำให้เป็นได้ทั้งโลหิตจางและมะเร็งของเซลล์ไขกระดูกในเวลาเดียวกัน แต่โอกาสเป็นโลหิตจางอย่างเดียวมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า

2. โรคที่คล้ายโรคติดเชื้อ feline panteukopenia (โรคที่คล้ายโรคไข้หัดแมว) แมวจะมีอาการซึม นอน เบื่ออาหาร ท้องเสีย (อาจมีเลือดปน) และอาเจียน เป็นอาการหลักๆ ถ้าตรวจทางห้องแลป จะพบว่ามีปริมาณเม็ดเลือดค่อนข้างต่ำ

3. โรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) คือ เบื่ออาหาร ซึม ท้องเสีีย และอาเจียน อุจจาระอาจมีเลือดปน

4. โรคไตอักเสบ ( Glomerulonephritis) เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อไวรัส แล้วเกิดตกตะกอนที่ไต ซึ่งอาจอุดตันเส้นเลือดภายในไตทำให้เกิดการอักเสบของไตได้

5. โรคระบบประสาท แมวที่มีไวรัสในกระแสเลือด อาจทำให้เกิดอัมพาต โดยอาจจะมีการเดินที่ผิดปกติ ของการเดินโดยขาหลัง 2 ข้างอาจเดินไม่ได้ (อัมพาตของขาหลัง) รวมถึงบางครั้ง อาจพบทั้งขาหน้าและหลังเดินไม่ได้เป็นอัมพาตของขาทั้ง 4

6. โรคของตา ความผิดปกติของตา ได้แก่ การทำงานของม่านตาผิดปกติ มีจุดเลือดออกที่จอตา และจอตาเสื่อม

7. โรคผสมไม่ติด มีรายงานว่าประมาณ 70% ของแมวที่ผสมไม่ติด และ 60% ของแมวที่แท้งลูก เป็นแมวที่มีเชื้อไวรัสFelV ในกระแสเลือด แม่แมวอาจคลอดลูกที่รอดจากการแท้ง แต่เป็นลูกแมวที่มีไวรัสในกระแสเลือด ลูกแมวมักตายในเวลาต่อมา

8. โรคที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันถูกกด (immurosuppression) ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย เช่น โรคโปรโตซัวในเม็ดเลือด โรคฮีโมบาร์โฮเนลซีส โรคเชื้อราคริปโตค๊อกโคซีสโรคแกรนูโลม่าต่างๆ โรคติดเชื้อแบคทรีเรีย หรือผีรังผึ้ง พบว่า 50% ของโรคนี้มักจะติดเชื้อ feline infectious peritonitis และประมาณ 21-60% ในแมวโตจะติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น (feline viral upper respiratory tect infection)

9. โรคต่อมไธมัสฝ่อในลูกแมว ลูกแมวเล็กที่มีเชื้ออยู่ในกระแสเลือดจะตายเนื่องจาก โรคต่อมไธมัสฝ่อ โดนสังเกตจากลูกแมวที่อยู่ในวัยเดียวกัน ลูกแมวจะเชื่องช้า แกรน ซูบผอมแห้ง และขนแข็งแห้ง ส่วนมากจะตายที่อายุก่อน 8-12 สัปดาห์

การรักษา

การรักษาโรคนี้ที่กระทำได้ เป็นการรักษาการติดเชื้อแทรกซ้อน และรักษาตามอาการ การรักษาเฉพาะคือการให้ยาต้านเชื้อไวรัสที่ใช้กับกลุ่ม Retroviros ซึ่งไม่สามารถหวังผลได้แน่นอน การรักษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มแมวที่ยังไม่แสดงอาการป่วย

2. กลุ่มแมวที่แสดงอาการป่วยแล้ว

1. กลุ่มแมวที่ติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการป่วย เนื่องจากโรคมีระยะเวลาในการติดโรคนานมาก ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ต้องทำลายแมวที่ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการของโรค เมื่อตรวจพบว่าแมวมีเชื้อในกระแสเลือด ควรทำการตรวจเลือดต่อไปว่า แมวติดโรคแทรกซ้อนหรือไม่ เช่น การตรวจหาโปรโตซัวในเลือด ตรวจดูว่ามีชีวเคมี การทำงานของตับ ไต ตรวจปัสสาวะ ตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิ ถ้ามีควรทำการรักษา แต่ถ้าไม่มีและแมวสุขภาพดี ควรทำหมันให้แมวเพื่อป้องกันการเที่ยวกัดกับแมวอื่น หรือปัสสาวะไม่เป็นที่เป็นทาง ถ้าแมวเริ่มป่วยควรทำการตรวจหาโรคแทรกซ้อน และทำการรักษา นอกจากนี้แมวที่เป็นโรคนี้ ไม่ให้กินอาหารกระป๋องแบบ semimoist food เนื่องจากอาหารประเภทนี้มี propylene glycol อยู่ ซึ่งมีผลให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้น ถ้าแมวไม่ค่อยกินอาหารให้กระตุ้นความอยากอาหารด้วย ยากระตุ้นการอยากอาหาร เช่น oxazepam , cyproheptadine , Diazepam เป็นต้น

2. กลุ่มแมวที่ติดเชื้อที่แสดงอาการป่วย

1. กลุ่มยาที่ยับยั้งการเพิ่มของ virus
- AZT (Zidovudine, Retrovir)
- 2,3 didexoycytidiae (ddc, Hivid)
- 9-(2-phosphonoyl methoxyethyl) adinine (PMEA)

2. กลุ่มยาปรับสภาพภูมิคุ้มกัน
- Human interferon alPha
- Staphylococcal protein A
- Acemannan
- Propionibacterium acnes

การรักษาตามอาการและการป้องกันการติดเชื้อ เช่น ให้ยาทำลายเชื้อ anaerobic bacteria ในกรณีเกิด gingivitis.

การแก้ไขภาวะโลหิตจางโดยการถ่ายเลือด และการใช้ยา testosterone derivetives เช่น repositol testosterone propionato one oxymetholone

การรักษาจากการติดเชื้อโปรโตซัว Haemobatonella fetes ด้วยกลุ่มยา Oxytevicycline นาน 3 สัปดาห์

การรักษา lymphosarcoma ด้วยการใช้เคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน เช่น vincris tine ร่วมกับ cyclophosphamide และ prednisolone

การป้องกัน

ปัจจุบันมีการทำวัคซีนซึ่งสามารถจะป้องกันโรคได้มากกว่า 70% ขึ้นไป ในรายที่ได้รับวัคซีน และตรวจว่าไม่เป็น FelV ก่อนฉีด ซึ่งวัคซีนที่จะใช้ฉีดส่วนมากแนะนำในรายที่ไม่พบเชื้อ FelV ในกระแสเลือดมาก่อน ดังนั้นก่อนฉีดจึงควรตรวจสอบเลือดว่าเป็น FelV หรือไม่ ปัจจุบันมีชุดตรวจสำเร็จรูปที่ใช้วิธีการที่เรียกว่า ELISA ซึ่งให้ผลได้ค่อนข้างไว เมื่อตรวจสอบพบว่าไม่เป็น FelV เราก็เริ่มทำวัคซีนที่อายุ 8-9 สัปดาห์ และฉีดซ้ำอีก 2-4 สัปดาห์ต่อมา หลังจากนั้นให้ฉีดซ้ำปีละ 1 ครั้ง


น.สพ. ดรุตร กิ่งก้าน
พหลโยธิน 48 รักษาสัตว์ โทร. 0-2955-7346 กด 0


จากคุณ : <fah> - [ 16 ก.ย. 46 10:47:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

oh ขยันพิมพ์มาก นับถือ ๆ แต่ดีนะแมวเราฉีดวัคซีนกันไว้แย้ว

จากคุณ : แมวเบ๊บ - [ 16 ก.ย. 46 13:12:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ขอบคุณมากเลยครับ
อุตสาห์หาข้อมูลมาให้


จากคุณ : JXคุง - [ 17 ก.ย. 46 08:04:03 A:210.86.160.36 X: ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ความคิดเห็น :
ชื่อ / e-mail : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
 
PANTIP Toys