◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    Raptor หรือ Birds of Prey (4) โครงสร้างร่างกายของนก (ต่อ)

    5. นิ้วเท้า ถึงแม้ว่านกล่าเหยื่อทุกชนิดมีเท้าอันแข็งแรงและทรงพลังโดยเป็นนิ้วเท้าหลัง 1 นิ้วที่ใช้สำหรับตั้งหลักได้และมีอุ้งเล็บยาว 3 นิ้วอันแหลมคมอยู่ข้างหน้า มีกล้ามเนื้อที่ขาแข็งแรงและมั่นคงขาและเท้านั้นถูกห่อหุ้มด้วยขอดเกล็ด ลักษณะที่แหลมคมมีไว้เพื่อจับเหยื่อและประคองเหยื่อ
    สำหรับนิ้วเท้าของเหยี่ยว Osprey นั้นนิ้วเท้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยสามารถพลิกนิ้วเท้าหลังกลับไปมาได้ทำให้อาจเห็นมีนิ้วเท้าหน้า 2 นิ้ว และนิ้วเท้าหลัง 2 นิ้ว พร้อมกับมีเนื้อส่วนที่นิ่มของเท้านกหรือกระดูกสันหลังที่ข้างใต้ที่มั่นคงในการจับเหยื่อที่ลื่นหลุดง่ายดังเช่น ปลา เป็นการปรับสภาพตามชนิดของปลา นกล่าเหยื่อนั้นหาอาหารโดยเพียงลำพังโดยการจับสัตว์ที่ยังมีชีวิตกลางอากาศหรือการโฉบลงอย่างรวดเร็วบนหลังเหยื่อที่พื้นดินโดยมีกรงเล็บที่คล้ายตะขออันแข็งแรง สำหรับนกที่ฆ่าและแบกเหยื่อที่ใหญ่ดังเช่น Golden Eagle (Aquila chrysaetos) มีอุ้งเล็บข้างหลังยาว อุ้งเล็บข้างหลังยังสามารถใช้ทิ่มแทงนกชนิดอื่นในขณะบิน ซึ่ง Falcons ขนาดใหญ่มักใช้เทคนิคนี้เสมอ เช่น Peregrine และ Gyr Falcon
    นิ้วแต่ละนิ้วมีอุ้งเล็บโค้งลงซึ่งอุ้งเล็บประกอบไปด้วย Keratin คือ ธาตุจำพวกไนโตรเจนเป็นส่วนผสมของเล็บ, ผม และเขา ซึ่งมีความเหนียว เป็นเส้นใยโปรตีน
    Vultures เป็นนกที่หากินกับซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีนิ้วและเล็บที่ไม่แข็งแรงเท่ากับนกล่าเหยื่อทั่วไป และมีเล็บสั้น
    6. สีสัน นกล่าเหยื่อกลางวันมีสีขนที่ค่อนข้างเรียบ โดยส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล, สีสนิม, สีดำ, สีขาว และบางชนิดอาจพบว่ามีสีฟ้าและสีเทา แร้งที่อยู่ในโลกเก่าและโลกใหม่ก็มีสีขนที่ค่อนข้างเรียบแต่หนังศีรษะและ/หรือที่คอสามารถมองเห็นเป็นสีสุกใส โดยปกตินกเพศผู้และเพศเมียมีสีแตกต่างกันยกเว้นในรายของ Harriers และ Falcon บางชนิด สำหรับ Merlins (Falco columbarius) และ American Kestrel นั้นปีกของนกเพศผู้มีสีเทาอมฟ้า ขณะที่นกเพศเมียมีสีน้ำตาล นกบางชนิดโดยเฉพาะ Hawks ใน Genus Buteo มีสีสว่างและสีทึบ
    7. ดวงตา นกล่าเหยื่อมีสายตาที่ดีมาก ตัวอย่างเช่น Falcons หรือเหยี่ยวปีกแหลมสามารถเห็นนกเขา (Dove) จากระยะไกลเกือบ 1,000 เมตร เช่นเดียวกับ Griffon Vulture สามารถจำแนกเป้าหมายที่ขนาดเพียงเท่าผลแอปเปิ้ลจากระดับความสูง 3,650 เมตร ตรงกัน
    ดวงตาของนกล่าเหยื่อกลางวันถูกกำหนดให้อยู่ระหว่างทั้งข้างศีรษะและข้างหน้าของใบหน้า ดวงตายังได้รับการป้องกันจากหนังตาบนและล่างเช่นเดียวกับนกที่มีเยื่อบาง ๆ ที่คลุมตานกเป็นหนังตาที่ 3 มีประโยชน์สำหรับนกที่หากินใต้น้ำ นกล่าเหยื่อยังสามารถปิดเยื่อบาง ๆ เพื่อป้องกันดวงตา เยื่อนี้ปล่อยของเหลวข้ามมาที่ดวงตาเพื่อป้องกันความเปียกชื้นของดวงตา นกส่วนใหญ่ชอบที่จะใช้เนื้อเยื่อเมื่อขณะที่นกบินในวันที่มีลมกรรโชกแรง หรือเมื่อต้องเจอฝุ่นและสิ่งสกปรกอยู่ในอากาศ
    การมองเห็นของนกล่าเหยื่อกลางวันเป็นประสาทรับความรู้สึกที่สำคัญสำหรับการล่าเหยื่อ และการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ถึงสิ่งที่เป็นอันตราย นกล่าเหยื่อมีการมองเห็นที่ดีมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของดวงตาของนกล่าเหยื่อแล้วมีขนาดใหญ่กว่าสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ๆ ทั้งยังมีความสามารถในการมองเห็นได้ชัดเจนกว่า ดวงตาประกอบด้วยเรตินา (Retina) คือ เยื่อชั้นในสุดของสันหลังของลูกตา มีหน้าที่รับภาพจากแก้วตาซึ่งประกอบไปด้วยเซลส์ Rod และ Cones คือเซลส์ที่เกี่ยวกับความรู้สึกการมองเห็นของดวงตา ซึ่งนกล่าเหยื่อมีเรตินาที่หนากว่าสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ๆ ถึง 1.5 – 2 เท่า เซลส์รับความรู้สึกที่มีมากกว่าก็หมายถึงภาพการมองเห็นที่คมชัดเจนกว่า ขณะที่ในมนุษย์นั้นตำแหน่งความชัดเจนของการรับภาพซึ่งก็คือ Fovea (บริเวณที่คล้ายรูปกรวยของเรตินาที่บรรจุเซลส์ Cones เป็นการแปลสัญญาณภาพสี เป็นที่เข้าใจกันว่ามีประมาณ 6 – 7 ล้านเซลส์สามารถแบ่งออกเป็นสีแดง 64% สีเขียว 32% และสีน้ำเงิน 2% เป็นการบ่งบอกถึงการรับรู้สีของนัยน์ตา) มนุษย์มี 1 Fovea ต่อดวงตา 1 ข้าง แต่สำหรับนกล่าเหยื่อนั้นมี 2 Fovea ต่อดวงตา 1 ข้าง นอกจากนั้นนกล่าเหยื่อกลางวันหลายชนิดมีเซลส์รับความรู้สึกไวมากกว่าครึ่งหนึ่งของเรตินา สิ่งนี้เป็นการช่วยการมองเห็นให้กับนก ก่อนที่นกจะมองไปข้างหน้าที่พื้นดินจากที่คอนเกาะหรือเมื่อยามที่นกบินอยู่ นกจะต้องมองกวาดบนท้องฟ้าแล้วจึงก้มศีรษะลงล่าง
    เปรียบเทียบกับมนุษย์แล้วมนุษย์ต้องใช้ดวงตาทั้งสองข้างในการมองไปยังจุดศูนย์รวมของวัตถุจึงจะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด แต่ในขณะที่นกล่าเหยื่อนั้นสามารถตรวจพบการเคลื่อนไหวได้อย่างง่ายดายโดยใช้ดวงตาข้างเดียว
    นกล่าเหยื่อกลางวันมองเห็นวัตถุเดียวกันได้ในระยะไกลกว่ามนุษย์ถึง 3 เท่า เช่น The Wedge-tailed Eagle (Aquila audax) สามารถมองเห็นวัตถุได้ในระยะไกลมากกว่า 2 เท่าของมนุษย์ แต่ American Kestrel มีความสามารถในการมองเห็นได้ชัดเจนเทียบเท่ากับมนุษย์ (Martin, 1987) นกล่าเหยื่อกลางวันสามารถมองเห็นสีสันที่ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการจำแนกอาหารและพฤติกรรมการสืบพันธุ์
    8. หู นกล่าเหยื่อกลางวันมีหูเปิด 2 ข้างซึ่งอยู่ด้านหลังและอยู่ต่ำจากดวงตาลงไป ที่ใบหูมีขนนกครอบคลุมอยู่ แต่นกที่เราสามารถเห็นหูได้ชัดเจนจะเป็นนกจำพวกที่ไม่มีขนนกที่ศีรษะดังเช่นแร้ง, Harriers บางชนิด เช่น Northern Harrier (Circus cyaneus) มีใบหน้ากลมเหมือนนกจำพวกนกเค้ากลางคืนที่ช่วยให้เสียงไหลผ่านเข้าไปที่หูขนาดใหญ่
    นกมีความรู้สึกไวต่อการได้ยินของเสียงในความถี่ระหว่าง 1 และ 5 กิโลเฮิร์ต ระดับเสียงที่ได้ยินดังที่สุดจำกัดประมาณ 10 กิโลเฮิร์ต (Brook & Birkhead, 1991) มนุษย์สามารถได้ยินความถี่ของเสียงอย่างต่ำที่สุดที่ 0.02 กิโลเฮิร์ตและสูงถึง 17 กิโลเฮิร์ต
    9. หาง ขนหางผูกอยู่กับกระดูกหาง (Pygostyle) ทำหน้าที่เหมือนปีก หางใช้ในการยกและทำให้เกิดความสมดุลในยามที่นกบิน หางยังใช้เป็นทิศทางในการเปลี่ยนทิศทางและเพื่อชะลอความเร็วเมื่อยามนกลงพื้นดิน รูปแบบและความยาวของหางสอดคล้องกับเทคนิคการล่าเหยื่อ นกที่ต้องอาศัยความเร็วจะกางปีกเพื่อจับเหยื่อโดยมากมักมีหางสั้น เช่น Falcons
    นกที่จำเป็นต้องมีความคล่องแคล่ว บินเร็วเพื่อไล่ตามเหยื่อที่ต้องผ่านกิ่งไม้จะมีหางยาวโดยเฉพาะ Hawks ในตระกูล Accipiter
    หางที่มีลักษณะเป็นแฉกดังเช่น American swallow-tailed Kite (Elanodes forficatus) ซึ่งนกจะต้องยกหางขึ้นในขณะบินเพื่อใช้ลดความเร็วในการจับแมลง
    10. ผิวหนัง เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นแล้ว นกล่าเหยื่อมีผิวหนังบาง มีเซลส์พิเศษตามผิวหนังที่ประกอบไปด้วยขอดเกล็ด, เล็บ และจงอยปากชั้นนอก เหมือนกับเล็บมือและเส้นผมของมนุษย์ โครงสร้างเหล่านี้ประกอบไปด้วย Keratin ในส่วนของไขมันที่สะสมอยู่ในผิวหนังชั้นในสุดช่วยในการป้องกันการสูญเสียความร้อนเป็นการจัดสรรพลังงานในระหว่างการบินอพยพ กล้ามเนื้อเรียบภายในของผิวหนังที่เป็นขนปุยใช้เพื่อป้องกันและควบคุมระดับความร้อนที่มาจากอากาศ เมื่อเกิดสภาพภูมิอากาศหนาวขึ้น ขนนกจะมีการขยายตัวออกเมื่อยามนกบิน ถ้าหากขนนกมีการบีบรัดแนบเนื้อกับร่างกายแสดงว่ามีการขจัดส่วนเกินของพลังงานเมื่อยามที่อากาศอบอุ่น
    นกส่วนมากมี Uropygial หรือต่อมไซร้ขนที่อยู่บริเวณผิวหนังส่วนบนของตะโพกและปกคลุมด้วยขนนก ต่อมน้ำมันที่ปกปิดอยู่ใช้ในยามไซร้ขน ไขมันเหล่านี้เชื่อกันว่าช่วยทำให้ขนไม่เปียกน้ำและใช้ปรับสภาวะของผิวหนัง ไขมันยังมีสารที่ใช้ควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา เช่นเดียวกับการมีสารวิตามินดี สำหรับต่อมเหงื่อนั้นไม่พบในตัวนก

    (ยังมีต่อ)

    จากคุณ : Moonbird - [ 1 ต.ค. 46 12:56:09 A:203.144.215.45 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม